ทั้งประเทศ769,201เด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษา
จังหวัดตาก59,554อันดับ 2 ของประเทศ
ในเขตเทศบาลเมืองตาก239ราย — พื้นที่รับผิดชอบโดยตรงของเรา
รับเข้าเรียนได้ทันที80ราย วัย ๑๓–๑๘ ปี
๑ · ที่มา
จากนโยบายระดับชาติ สู่ความรับผิดชอบของโรงเรียนหนึ่งแห่ง
ปี ๒๕๖๗ รัฐบาลไทยประกาศมาตรการ Thailand Zero Dropout หลังพบว่ามีเด็กและเยาวชนอายุ ๓–๑๘ ปี หลุดออกจากระบบการศึกษากว่า ๑.๐๒ ล้านคน มีหน่วยงาน ๑๑ แห่งลงนามความร่วมมือเชื่อมโยงข้อมูลข้ามกระทรวง เพื่อค้นหาเด็กเป็นรายบุคคลและพากลับสู่การเรียนรู้ โดยมีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เป็นผู้ดูแลฐานข้อมูลกลาง
หัวใจของนโยบายไม่ใช่การพาเด็กทุกคนกลับเข้าห้องเรียนแบบเดิม แต่คือ การศึกษาที่ยืดหยุ่นและยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ภายใต้แนวทาง “๑ โรงเรียน ๓ รูปแบบ” ที่กระทรวงศึกษาธิการและกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาผลักดันร่วมกัน และกำลังขยายผลสู่ระดับภูมิภาคในชื่อ ASEAN Zero Dropout
“นโยบายระดับชาติจะเป็นจริงได้ ก็ต่อเมื่อมีใครสักคนในพื้นที่ลุกขึ้นมารับผิดชอบเด็กเป็นรายคน”
๒ · ความจริงในพื้นที่
เราศึกษาข้อมูลจริงก่อน แล้วจึงออกแบบงาน
ก่อนเขียนแผนแม้แต่บรรทัดเดียว เราวิเคราะห์ฐานข้อมูลกลางลงลึกถึงระดับตำบล และพบความจริง ๔ ข้อที่เปลี่ยนวิธีคิดของเราทั้งหมด
๑) คอขวดไม่ได้อยู่ที่ห้องเรียน
ในเขตเทศบาล เด็ก ๒๓๕ จาก ๒๓๙ ราย ติดอยู่ที่ด่านแรกสุด คือ “ไม่ยินดีให้ข้อมูล” หรือ “หาบ้านไม่พบ” และยังไม่มีผู้ยินยอมให้สัมภาษณ์เชิงลึกแม้แต่รายเดียว ระบบจึงไม่รู้ว่าเด็กแต่ละคนต้องการอะไร
๒) สองตำบลใหญ่เป็นคนละโรค
ตำบลระแหง เด็ก ๑๑๔ ราย ปฏิเสธให้ข้อมูลครบทุกคน — เป็นปัญหาความไว้วางใจและภาษา ส่วนตำบลไม้งาม เด็ก ๖๒ ราย “หาบ้านไม่พบ” ครบทุกคน — เป็นปัญหาข้อมูลที่อยู่ การส่งทีมแบบเดียวกันไปทั้งสองที่จะล้มเหลวอย่างน้อยหนึ่งแห่ง
๓) เด็กส่วนใหญ่ไม่มีสถานะทางทะเบียน
ร้อยละ ๗๔ ไม่ได้สัญชาติไทยหรือไม่มีสถานะทางทะเบียน ซึ่งกฎหมายไทยรองรับสิทธิ์การเข้าเรียนไว้ชัดเจนแล้ว แต่ต้องมีกระบวนการออกรหัสประจำตัวผู้เรียนรองรับ — และสำนักทะเบียนท้องถิ่นก็อยู่ในสังกัดเทศบาลเดียวกับเรา
๔) ช่องว่างที่ท้องถิ่นต้องเติม
ทั้งอำเภอเมืองตากมีเด็กกลับเข้าสู่การศึกษาแล้ว แต่สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับได้เพียง ๑ ราย เทียบกับ สพฐ. ๓๖ ราย นี่คือความรับผิดชอบที่โรงเรียนเทศบาลรับได้โดยตรง และเป็นเหตุผลที่เราเริ่มโครงการนี้
ข้อมูลจากฐานข้อมูลกลาง กรมส่งเสริมการเรียนรู้ รอบสำรวจปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ดึงเมื่อ 22 Sep 2026 ·
ดูข้อมูลและผลการดำเนินงาน → ·
สำรวจข้อมูลทั้งชุดด้วยตัวเอง →
๓ · โมเดลการทำงาน
๑ โรงเรียน ๓ รูปแบบ — โรงเรียนเดียว เส้นทางการเรียนสามแบบ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๕ เปิดให้สถานศึกษาเดียวจัดการศึกษาได้ทั้งสามรูปแบบ และเทียบโอนผลการเรียนข้ามรูปแบบได้
เดินไปมาระหว่างรูปแบบได้ โดยไม่เสียหน่วยกิต —
ตามอัธยาศัย → นอกระบบ → ในระบบ และถอยกลับได้เมื่อชีวิตเปลี่ยน โดยไม่ถูกนับว่า “หลุดออกจากระบบ” อีกครั้ง นี่คือหัวใจของแนวคิด ๑ โรงเรียน ๓ รูปแบบ
๔ · ฐานกฎหมาย
ทุกอย่างที่เราทำ มีกฎหมายรองรับชัดเจน
จัดได้ ๓ รูปแบบในโรงเรียนเดียวพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๕
เทียบโอนข้ามรูปแบบ รวมถึงประสบการณ์ทำงานมาตรา ๑๕ วรรคท้าย
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดการศึกษาและตั้งศูนย์การเรียนได้มาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๘ (๓)
คละชั้น คละอายุ เรียนร่วมและวัดผลร่วมกับสถานศึกษาอื่นได้กฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน พ.ศ. ๒๕๕๕ ข้อ ๒ และ ๑๐ (๒)
เด็กไร้สถานะทางทะเบียน/ไร้สัญชาติ เข้าเรียนได้ทุกระดับ ใช้รหัส Gประกาศกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๖๘ (สอดคล้องมติคณะรัฐมนตรี ๕ กรกฎาคม ๒๕๔๘)
การเรียนรู้ตลอดชีวิตได้รับการรับรองคุณวุฒิพ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. ๒๕๖๖ มาตรา ๗
สิทธิเรียนฟรี ๑๒ ปีอย่างมีคุณภาพรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๕๔
คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก ไม่เลือกปฏิบัติพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๒๒ · อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
๕ · กลไกการทำงาน
หกขั้นตอน ที่มีเจ้าภาพชัดเจนทุกขั้น
รับผิดชอบโดยบุคลากร ๔ ฝ่ายของโรงเรียน ร่วมกับเทศบาลและภาคีในพื้นที่
ซ้อนทับข้อมูลให้ตรงพื้นที่จริง
นำรายชื่อจากฐานข้อมูลกลางซ้อนกับแผนที่ชุมชนของเทศบาลและทะเบียนราษฎรท้องถิ่น เพื่อให้รู้แน่ชัดว่าเด็กคนไหนอยู่ในเขตรับผิดชอบของเรา — ฝ่ายแผนงานและทีมเทคนิค
เข้าถึงตัว ด้วยทีมที่ชุมชนไว้ใจ
ทีมเคาะประตูสามฝ่าย ครูของโรงเรียน อาสาสมัครสาธารณสุขหรือผู้นำชุมชน และเจ้าหน้าที่เทศบาล พร้อมล่ามภาษาเมียนมาและกะเหรี่ยง ลงพื้นที่ช่วงเย็นและวันหยุดตามเวลาที่ผู้ปกครองสะดวก — ฝ่ายกิจการนักเรียน
คัดกรองตามรหัสมาตรฐานของระบบกลาง
บันทึกผลคัดกรอง ๑๐ ประเภทตามระบบกลาง พร้อมสอบถามสถานะทางทะเบียนเพื่อเตรียมกระบวนการออกรหัสประจำตัวผู้เรียน — ฝ่ายกิจการนักเรียน
ออกแบบแผนการเรียนรายบุคคล
ประชุมทีมร่วมกับผู้ปกครองและนักสังคมสงเคราะห์ของเทศบาล เลือกรูปแบบการเรียนที่เหมาะสม กำหนดการเทียบโอน และระบุความช่วยเหลือที่ต้องจัดให้ — ฝ่ายวิชาการ
เปิดการเรียนและจัดความช่วยเหลือ
เปิดห้องเรียนยืดหยุ่น จัดทุน อุปกรณ์ การเดินทาง และดำเนินการออกเลขประจำตัวหรือรหัส G ร่วมกับสำนักทะเบียนท้องถิ่น — ฝ่ายวิชาการและสำนักทะเบียนเทศบาล
ติดตามต่อเนื่อง ไม่ปิดเคสเร็ว
ติดตามรายเดือนทั้งการมาเรียนและหน่วยกิตที่ได้ ไม่ปิดเคสจนกว่าจะเรียนต่อเนื่องครบหนึ่งภาคเรียน หากมีสัญญาณเสี่ยงหลุดซ้ำ ระบบจะยกระดับเป็นงานด่วนทันที — ฝ่ายบริหารทั่วไปและทีมเทคนิค
๖ · ระบบข้อมูล
สร้างเครื่องมือของตัวเอง เพราะงานภาคสนามต้องการสิ่งที่ระบบกลางไม่มี
ระบบกลางทำหน้าที่เป็นทะเบียนของประเทศได้ดี แต่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการทำงานรายวันของครู เราจึงพัฒนา ระบบติดตามรายบุคคล TB1 Zero Dropout ขึ้นบนเว็บไซต์ของโรงเรียนเอง โดยใช้ชุดรหัสทุกฟิลด์ตรงกับระบบกลาง เพื่อให้ส่งข้อมูลกลับคืนได้โดยไม่ต้องแปลง
- เด็กหนึ่งคนคือหนึ่งเคส มีครูผู้รับผิดชอบและวันนัดครั้งต่อไปเสมอ
- บันทึกการเยี่ยมบ้านได้จากมือถือภายในหนึ่งนาที พร้อมพิกัดและการระบุว่ามีล่ามร่วมด้วยหรือไม่
- ระบบเลื่อนขั้นตอนให้อัตโนมัติตามสิ่งที่ครูบันทึก ครูจึงไม่ต้องจำกฎเกณฑ์
- แจ้งเตือนเคสที่ไม่มีการติดต่อเกิน ๑๔ วัน หรือเลยวันนัดแล้ว
- ส่งออกข้อมูลในรูปแบบรหัสของระบบกลางได้ทันที เพื่อให้ผลงานของท้องถิ่นปรากฏในรายงานระดับชาติ
- บันทึกการเข้าถึงทุกครั้งตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
เหตุผลที่ต้องบันทึกให้ครบ —
ตัวเลข “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรับเด็กกลับได้ ๑ ราย” ทั้งอำเภอ อาจไม่ได้แปลว่าไม่มีใครทำงาน แต่แปลว่างานที่ทำไปแล้วไม่ได้ถูกบันทึกกลับเข้าระบบกลาง เราจึงถือว่าการบันทึกเป็นส่วนหนึ่งของงาน ไม่ใช่ภาระที่เพิ่มขึ้นมา
๗ · เป้าหมาย
วัดผลด้วยตัวเลขที่ตรวจสอบได้
ปีแรกเราวัดที่ “การเข้าถึงตัวและได้ข้อมูล” ไม่ใช่จำนวนที่กลับเข้าเรียน เพราะข้อมูลชี้ชัดว่านั่นคือคอขวดจริง
ระยะที่ ๑
ตั้งหลักและนำร่องที่ตำบลระแหง
จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ ติดตั้งระบบข้อมูล รับรายชื่อจากสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัด ลงนามความร่วมมือ และเริ่มทีมเคาะประตูพร้อมล่าม
ระยะที่ ๒
เปิดห้องเรียนยืดหยุ่นรุ่นแรก
รับผู้เรียนรุ่นแรก ๒๕–๓๐ คน ประกาศระเบียบการเทียบโอนของโรงเรียน และขยายทีมลงพื้นที่อีกสามตำบล
ระยะที่ ๓
ทำให้เป็นระบบถาวรของเทศบาล
บรรจุในแผนพัฒนาการศึกษาและงบประมาณประจำของเทศบาล ขยายโมเดลสู่โรงเรียนเทศบาล ๒–๔ โดย ทบ.๑ เป็นศูนย์ข้อมูล และถอดบทเรียนเผยแพร่
๘ · หลักการทำงาน
สิ่งที่เรายึดถือ
เริ่มจากความไว้วางใจ ไม่ใช่จากแบบฟอร์ม
ครอบครัวที่ปฏิเสธให้ข้อมูลไม่ใช่ครอบครัวที่ไม่สนใจลูก แต่คือครอบครัวที่ยังไม่มีเหตุผลจะเชื่อใจเรา เราจึงเข้าหาด้วยบริการและกิจกรรมก่อน แล้วค่อยเก็บข้อมูลเมื่อความสัมพันธ์พร้อม
เด็กไม่ได้ผิดที่ชีวิตไม่เหมือนหลักสูตร
เด็กที่ต้องทำงานเลี้ยงครอบครัว หรือดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน ไม่ควรต้องเลือกระหว่างความรับผิดชอบกับการเรียน หน้าที่ของโรงเรียนคือออกแบบเส้นทางที่เขาเดินได้จริง
สถานะทางทะเบียนไม่ใช่เงื่อนไขของการเรียนรู้
เด็กทุกคนที่อยู่บนแผ่นดินไทยมีสิทธิ์เรียน กฎหมายระบุไว้ชัด หน้าที่ของเราคือทำให้กระบวนการเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ใช้เอกสารเป็นเหตุผลในการปฏิเสธ
เปิดเผยตัวเลขตามจริง รวมถึงตัวเลขที่ไม่สวย
เราเผยแพร่ทั้งความคืบหน้าและข้อจำกัดของข้อมูล เพราะการทำงานกับเด็กเปราะบางต้องตรวจสอบได้ และเพราะตัวเลขที่ตรงไปตรงมาเท่านั้นที่จะนำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้อง
“ทุกคนมีโอกาสทางการศึกษา ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ เป้าหมายที่ ๔ การศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม และเป้าหมายที่ ๑๐ การลดความเหลื่อมล้ำ ภายใต้กรอบเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก
๙ · ภาคีความร่วมมือ
งานนี้ทำคนเดียวไม่ได้
ด้านการศึกษา
สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดตาก · สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา · โรงเรียนเทศบาล ๒–๔ และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
ด้านสังคมและสุขภาพ
สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดตาก · โรงพยาบาลและหน่วยบริการสาธารณสุขในพื้นที่ · อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน
ด้านอาชีพและชุมชน
สำนักงานจัดหางานจังหวัดตาก · วิทยาลัยชุมชนตาก · สถานประกอบการในพื้นที่ · ผู้นำชุมชนทั้ง ๒๗ ชุมชนของเทศบาล
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งได้ —
หากท่านทราบว่ามีเด็กหรือเยาวชนในเขตเทศบาลเมืองตากที่ไม่ได้เรียนหนังสือ หรือประสงค์สนับสนุนทุนการศึกษา อุปกรณ์ การฝึกอาชีพ หรือเป็นล่ามอาสา กรุณาติดต่อโรงเรียนเทศบาล ๑ กิตติขจร ผ่านเว็บไซต์ tb1.ac.th ข้อมูลของผู้แจ้งจะถูกเก็บเป็นความลับ